-
กลับไปหน้าแรกเว็บบอร์ด  สนามบินพาณิชย์ที่ 3 อย่าเลือกกำแพงแสน ต้องอู่ตะเภาเท่านั้น

ตาม ที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่สาม และมีนักวิชาการบางท่านค้านและเสนอให้ไปพัฒนาสนามบินกำแพงแสนแทนนั้น ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เห็นว่าไม่ควรหลงทางไปพัฒนาสนามบินกำแพงแสนอันจะก่อให้เกิดความสูญเปล่า ผิดกับอู่ตะเภาที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

          สนาม บินกำแพงแสนตั้งอยู่ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ภายในพื้นที่ของ โรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ สร้างขึ้นในปี 2512 มีทางวิ่งประมาณ 2,743 เมตร (9,000 ฟุต) อยู่ห่างจากสนามบินดอนเมืองประมาณ 117 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่งโมง 18 นาที
          ใน บริเวณที่ตั้งสนามบินกำแพงแสน ไม่มีเขตเศรษฐกิจสำคัญใด ๆ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองนครปฐม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี เป็นระยะทาง 53, 72 และ 86 กิโลเมตรตามลำดับ  หากมีสนามบินพาณิชย์ตั้งอยู่ในที่กำแพงแสน ก็เท่ากับเป็นความสูญเปล่าเป็นอย่างยิ่ง ไม่คุ้มค่าที่จะใช้ และอาจมีผู้ใช้จำนวนจำกัด ถือเป็นความขาดทุนอย่างมหาศาลดังที่เกิดขึ้นในสนามบินร้างหลายแห่งในจีนและ สหรัฐอเมริกา ที่ไปตั้งสนามบินในพื้นที่ ๆ ไม่เหมาะสม
          ใน ทางตรงกันข้ามสนามบินอู่ตะเภามีเขตเศรษฐกิจสำคัญต่าง ๆ เป็นอันมาก เช่น เมืองพัทยา นิคมอุตสาหกรรมมาตาพุต และยังเชื่อมโยงถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย การมีสนามบินนานาชาติแห่งชาติ 3 สนามบินคือดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ เหตุผลในการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาได้แก่ 
          1. สนามบินอู่ตะเภามีศักยภาพสูง เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบยึดสนามบินสุวรรณภูมิในปี พ.ศ. 2551 สนามบินนี้ยังสามารถใช้เป็นสนามบินทดแทน-สำรองได้ นอกจากนั้นสนามบินนี้ยัง มีพื้นที่ที่สามารถขยายตัวได้มากโดยไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดิน 
          2. สนามบินอู่ตะเภาตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถเดินทางสู่จังหวัด หลักในภาคตะวันออกได้โดยสะดวก ตั้งแต่ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี 
          3. หากพิจารณาจากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน เป็นอสังหาริมทรัพย์ในเขตจังหวัดชลบุรีและระยองถึง 14.6% หรือมากกว่าหนึ่งในสี่ของขนาดตลาดของกรุงเทพมหานคร และหากรวมจันทบุรี ขนาดตลาดอาจประมาณหนึ่งในสามของกรุงเทพมหานคร สมควรที่จะมีสนามบินเป็นของตนเอง 
          4. มูลค่าการขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะในเขตจังหวัดชลบุรีและระยอง มีมูลค่าถึง 94,531 ล้านบาท หรือเท่ากับค่าก่อสร้างสนามบินใหม่ 1 สนาม การนี้แสดงให้เห็นว่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้ขยายตัวมากกว่าจังหวัดอื่น ที่มีสนามบินอย่างมากมาย เช่น หากเทียบกับนครราชสีมา ชลบุรี-ระยอง มีขนาดตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหญ่กว่าถึง 16 เท่า ใหญ่กว่าสุราษฎร์ธานี 24 เท่า ใหญ่กว่านครศรีธรรมราช 29 เท่า ใหญ่กว่าอุดรธานี และพิษณุโลก 37 เท่า ดังนั้นจึงควรมีสนามบินเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 
          5. ท่าเรือน้ำลึกทวายของประเทศพม่า อาจมีขนาดใหญ่กว่ามาบตาพุดของไทยถึง 10 เท่า และยังมีสนามบิน ดังนั้นเพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันกับสากลได้ สนามบินมาบตาพุดจำเป็นต้องเป็นสนามบินนานาชาติ 
          6. ความมั่นคงของชาติมาจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งก็จะสร้างความมั่นคงทางทหารและทางการเมืองต่อ ไป ดังนั้นหากประเทศไทยมุ่งเน้นความสำคัญของความมั่นคงของชาติจึงจำเป็นต้อง ขยายสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ 
          7. การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินแห่งชาติแห่งที่ 3 นั้น จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันยิ่งสูงขึ้น จะยิ่งเป็นศูนย์กลางทางบินของภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น

          ดังนั้นการที่ทางราชการมีดำริที่จะแปลงสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 3 จึงถือว่า "เดินมาถูกทางแล้ว"

ที่มา: http://www.areaguru.net/topicdetail.php?tc_id=2290


 
=> 1552